ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest)

ยูฟ่าเบท

วันนี้เราจะมานำเสนอเรื่องเกี่ยวกับป่าไม้ของไทย อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า ประเทศไทยเราสามารถแบ่งประเภทของป่าได้ออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

1.ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest)  

2.ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest)

ซึ่งในวันนี้เราจะมานำเสนออย่างแรกก่อนก็คือชนิดของป่าไม่ผลัดใบ จะมีแบบไหนบ้างเราลองมาดูกัน

ป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen Forest)

1.ป่าดิบชื้น (Tropical Rain Forest) ป่านี้จะมีสามารถพบได้ทั่วไปในทุกๆภาคของประเทศไทย และจะพบมากที่สุดในภาคตะวันออกติดชายฝั่งทะเล ตัวอย่างเช่น ระยอง จันทบุรี และจะกระจัดกระจายอยู่ตามภาคใต้ จะอยู่ตามพื้นที่ที่ห่างจากระดับน้ำทะเลประมาณ 0-100 เมตร ซึ่งแถบนั้นๆจะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าพื้นที่ทั่วๆไป และมากกว่าภาคอื่นๆ

ลักษณะป่าทั่วไปจะเป็นป่ารกทึบ จะประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกวงษ์ยาง เช่น ไม้ตะเคียน กะบาก อบเชย จำปาป่า ส่วนที่เป็นพืชทั่วไปจะเป็นพวกปาล์ม ไผ่ ระกำ หวาย บุกขอน เฟิร์น มอส กล้วยไม้ป่าและ เถาวัลย์ชนิดต่างๆ

2. ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest) ป่านี้จะมีสามารถพบได้ทั่วไปในทุกๆภาคของประเทศไทย ตามที่ราบเรียบหรือตามหุบเขา มีระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร และจะมีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 900 – 1000 ม.ม. พันธุ์ไม้ที่พบเห็นทั่วไปอย่างเช่น ยางแดง มะค่าโมง เป็นต้น พื้นที่ป่าชั้นล่างจะไม่หนาแน่นและค่อนข้างโล่งเตียน

3.ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest) ส่วนใหญ่จะอยู่บนภูเขาสูงของทางแถบภาคเหนือ
เป็นป่าที่อยู่ห่างจากระดับน้ำทะเลสูง ตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป และบางแห่งในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นที่ ทุ่งแสลงหลวง และ น้ำหนาว เป็นต้น มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 1,000 ถึง 2,000 ม.ม. พืชที่สำคัญจำพวกไม้วงษ์ก่อ เช่น ก่อสีเสียด ก่อตาหมูน้อย อบเชย มีป่าเบญจพรรณด้วย เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างเป็นพวกเฟิร์น กล้วยไม้ดิน มอสต่าง ๆ ป่านี้ส่วนมากจะติดอยู่แถบห้วยหรือลำธาร

4.ป่าสน (Coniferous Forest) เป็นป่าที่มีการกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ตามภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ และจะพบได้บางพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดเลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี ป่าจำพวกนี้มีอยู่ตามที่เขาและที่ราบ ที่มีระดับสูงจากน้ำทะเลตั้งแต่ 200 เมตรขึ้นไป บางครั้งพบขึ้นปนอยู่กับป่าแดงและป่าดิบเขา ป่าสนชอบขึ้นในที่ดินที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ เช่น ภูเขาที่ค่อนข้างแห้งแล้ง

5.ป่าพรุ (Swamp Forest, Peat Swamp Forest) เป็นป่าที่จะอยู่ถัดๆไปจากป่าชายเลน โดยอาจจะเป็นพื้นที่ลาบลุ่มและมีการทับถมของซากพืชและอินทรียวัตถุที่ไม่สลายตัว หรืออาจจะมีน้ำท่วมขังพื้นที่ชื้นแฉะอยู่ตลอดปี โดยการสำรวจจากกรมป่าไม้ พื้นที่ที่เป็นป่าพรุสามารถพบในจังหวัดต่างๆเหล่านี้ เช่น นราธิวาส นครศรีธรรมราช ชุมพร สงขลา พัทลุง ปัตตานี และ ตราด ส่วนจังหวัดอื่นๆมีให้เห็นบ้าง ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ตรังกระบี่ สตูล ระยอง จันทบุรี เชียงใหม่ (อ.พร้าว) และจังหวัดชายทะเลอื่น ๆ

6.ป่าชายเลน (Mangrove Swamp Forest) ป่าชนิดนี้จะขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่มีดินโคลนและน้ำทะเลท่วมถึง เช่น ตามชายฝั่งตะวันตก ตั้งแต่ระนองถึงสตูลแถบอ่าวไทยตั้งแต่ สมุทรปราการ สมุทรสงครามจนไปถึงตราด และจากประจวบคีรีขันธ์ลงไปถึงนราธิวาส ไม้ที่พบเห็นทั่วไปเช่น ไม้โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ แสมลำพู โพทะเล

<< กลับหน้าหลัก